
ธุรกิจ B2B หลายแห่งลงทุนกับโปรแกรมบัญชีอย่างดีเพื่อจัดการเรื่องภาษี ใบกำกับภาษี และงบการเงินให้ถูกต้องครบถ้วน แต่คำถามที่เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารระดับ C-level ควรถามตัวเองคือ ธุรกิจ B2B มีแค่โปรแกรมบัญชีอย่างเดียว พอสำหรับการบริหารธุรกิจจริงหรือ?
บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ว่าโปรแกรมบัญชีทำหน้าที่อะไรได้ดี และมีช่องว่างตรงไหนที่ธุรกิจ B2B ยังต้องการระบบเสริมเพื่อให้การบริหารงานขายสมบูรณ์แบบ
ต้องยอมรับว่าโปรแกรมบัญชีคือรากฐานสำคัญของทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการออกใบกำกับภาษี บันทึกรายรับรายจ่าย จัดทำงบการเงิน และยื่นภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย โปรแกรมบัญชีที่ดีช่วยให้ธุรกิจ B2B มั่นใจได้ว่าตัวเลขทางการเงินถูกต้อง ตรวจสอบได้ และพร้อมสำหรับการยื่นงบประจำปี นี่คือจุดแข็งที่โปรแกรมบัญชีทำได้ดีมาโดยตลอด
แม้โปรแกรมบัญชีจะจัดการเรื่องการเงินได้ดี แต่ธุรกิจ B2B มีกระบวนการขายที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก ซึ่งโปรแกรมบัญชีไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับ เช่น
ช่องว่างเหล่านี้คือเหตุผลที่ธุรกิจ B2B ไม่ควรพึ่งพาโปรแกรมบัญชีเพียงอย่างเดียวในการบริหารงานขาย
สำหรับผู้บริหารระดับ C-level การตัดสินใจเรื่องระบบ IT ไม่ควรมองแค่ “ทำบัญชีให้ถูก” แต่ต้องมองว่าระบบช่วยขับเคลื่อนยอดขายและการเติบโตของธุรกิจได้แค่ไหนด้วย เพราะสุดท้ายแล้วโปรแกรมบัญชีคือระบบที่บันทึกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่จะสร้างผลลัพธ์นั้นคือกระบวนการขายก่อนหน้า ซึ่งต้องอาศัยระบบ IT ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับงานขาย B2B โดยตรง
JUBILI CRM ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลกระบวนการขาย B2B ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งเป็นส่วนที่โปรแกรมบัญชีไม่ได้ครอบคลุม ระบบช่วยจัดการโอกาสการขาย (Lead) งานติดตามลูกค้า (Task) ใบเสนอราคา (Quotation) ไปจนถึงคาดการณ์ยอดขาย (Sales Forecast) ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพรวมทั้งกระบวนการขายก่อนที่เงินจะเข้าสู่ระบบบัญชีด้วยซ้ำ
เมื่อใช้ JUBILI CRM ควบคู่กับโปรแกรมบัญชี ธุรกิจ B2B จะได้ทั้งสองส่วนที่สมบูรณ์ คือฝั่งการเงินที่ถูกต้องแม่นยำ และฝั่งการขายที่มีระบบติดตามและคาดการณ์ล่วงหน้า ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจได้รอบด้านมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูย้อนหลังว่าที่ผ่านมาขายได้เท่าไหร่ แต่มองไปข้างหน้าได้ว่าธุรกิจกำลังจะไปทางไหน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม JUBILI CRM ดีไหม?